ตัวอย่างคุณคริสโตเฟอร์ เบญจกุล กับเบต้ากลูแคน

สามารถโทรสอบถามได้นะคะด้านบน


โรคมะเร็ง

ในปี พ.ศ. ๒๓๖๗ นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฟรองซัวส์ แวงซองต์ ราสปายส์ (Francois Vincent Raspail) ได้กล่าวไว้ว่า "เซลล์ของร่างกายมนุษย์ นอกจากจะเป็นรากฐานของการมีชีวิตและสุขภาพแล้ว เซลล์ยังเป็นรากฐานของโรคภัยไข้เจ็บและความตายด้วย"

จึงกล่าวได้ว่า มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ (ยกเว้นมะเร็งเม็ดเลือดขาว)และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงเพราะการเจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด แต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็ง สภาพร่างกาย และความเหมาะสมของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและการดำเนินโรคของมะเร็งด้วยเช่นกัน

มะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย

เพศชาย ได้แก่ มะเร็งปอด และมะเร็งตับ 

เพศหญิง ได้แก่ มะเร็งปากมดลุก และมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันนักวิจัยเป็นจำนวนมากทั่วโลกต่างก็ได้พยายามที่จะค้นคว้าวิจัยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ปกติเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง แต่ก็ยังไม่สามารถจะสรุปแน่นอนได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแน่ แต่มีข้อมูลสนับสนุนว่า มาจากสาเหตุหลายๆอย่างร่วมกัน ดังนี้

  1. สาเหตุภายในร่างกายเอง (เชื้อชาติ, พันธุกรรม, เพศ, อายุ เป็นต้น)
  2. สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (ทางกายภาพ – แสงอาทิตย์ / นิ่ว / แผลจากไฟไหม้ - น้ำร้อนลวก / ทางเคมี-สารหนู สีย้อมผ้า บุหรี่ เป็นต้น)
  3. การอักเสบจากการติดเชื้อเรื้อรังนานๆ
  4. ฮอร์โมน มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมจะมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตเจน และโปรเจสเตอโรน หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก จะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน เป็นต้น
  5. สารพิษ  โดยเฉพาะสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งชอบขึ้นในอาหารประเภทถั่วต่างโดยเฉพาะถั่วลิสง อาหารประเภทข้าวต่าง ๆ มันสำปะหลัง นอกจากนี้ยังเคยมีรายงานการตรวจพบสารอะฟลาทอกซินในน้ำนมวัว มะพร้าว และน้ำมันถั่วลิสง สารพิษนี้ทำให้เกิดมะเร็งตับได้โดยตรง
  6. พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งตับบางชนิดได้
  7. ภาวะขาดอาหาร โรคตับแข็งซึ่งเกิดจากการขาดอาหารโปรตีน จะกลายเป็นมะเร็งตับได้ง่าย 


ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง มีดังนี้

  1. ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของระบบหายใจ ได้แก่ ปอด และกล่องเสียง เป็นต้น
  2. ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถ้าทั้งดื่มสุราและสูบบุหรี่จัด จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากและในลำคอด้วย
  3. ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มี สารพิษ ชื่อ อัลฟาทอกซิน ที่พบจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารเช่น ถั่วลิสงป่น เป็นต้น หากรับประทานเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ และหากได้รับทั้ง 2 อย่าง มีโอกาสจะเป็นมะเร็งตับมากขึ้น
  4. ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และต่อมลูกหมาก
  5. ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ
  6. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันเกิดจากความผิดปกติจากพันธุกรรมหรือติดเชื้อไวรัสเอดส์ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งของหลอดเลือด เป็นต้น
  7. ผู้ที่รับประทานอาหารเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและส่วนไหม้เกรียม ของอาหารเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่
  8. ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิ มะเร็งของจอตา มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดที่เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น
  9. ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำจะได้รับอันตรายจากแสงแดดที่มีปริมาณของแสงอุลตร้า ไวโอเลต จำนวนมาก มีผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี

  1. โดยทางกระแสเลือด เซลล์มะเร็งจะหลุดเข้ากระแสเลือด แล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง ฯลฯ
  2. โดยทางกระแสน้ำเหลือง เซลล์มะเร็งหลุดเข้าหลอดน้ำเหลืองแล้วไปเจริญเติบโตในต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตได้มาก ๆ และจากต่อมน้ำเหลืองนี้ เซลล์มะเร็งอาจจะแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดอีกทอดหนึ่งก็ได้
  3. โดยการฝังตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเซลล์มะเร็งหลุดจากตำแหน่งเดิม และไปเจริญที่ส่วนอื่น อาจจะเป็นการหลุดโดยธรรมชาติ หรือการหลุดโดยการกระทำของแพทย์ เช่น ขณะผ่าตัด เป็นต้น
  4. โดยการไปจับหรือรวมตัวตามพื้นผิวของผนังเยื่อบุ โดยเซลล์มะเร็งหลุดจากก้อนมะเร็ง และไปงอกตามพื้นผิวของเยื่อบุต่าง ๆ เหมือนกับต้นกาฝากที่แพร่จากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งไปยังกิ่งติด ๆ กัน เช่น ตามพื้นผิวของเยื่อบุช่องท้อง ช่องปอด เป็นต้น


เบต้ากลูแคนกับโรคมะเร็ง

  1. เบต้ากลูแคนจะไปกระตุ้นและเพิ่มพลังให้เม็ดเลือดขาว(ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม เซลล์ร้ายต่างๆโดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง) อีกทั้งยังกระตุ้นให้พลาสม่าเซลล์สร้างแอนตี้บอดี้ต้านเซลล์มะเร็ง โดยจะลอยไปตามกระแสเลือด ซึ่งเมื่อพบเซลล์มะเร็ง ก็จะเกาะติดเป็นเป้าให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปโจมตีทำลาย
  2. นอกจากนี้เบต้ากลูแคนยังเสริมให้การรักษามะเร็งโดยใช้ยาคีโมได้ผลดียิ่งขึ้น ในการแพทย์แผนปัจจุบันกับการรักษาโรคมะเร็ง จะใช้การผ่าตัด ฉีดยาคีโม และการฉายรังสีทำลายมะเร็งรวมกัน ยาคีโมจะทำให้จำนวนเม็ดโลหิตขาวในเลือดลดจำนวนต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโรคสารพัดได้โดยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานต่ำหรือบกพร่องซึ่งสถานะเท่ากับคนเป็นเอดส์ แต่การกินเบต้ากลูแคนจะเสริมไม่ให้เกิดปัญหาเม็ดโลหิตขาวบกพร่อง จึงเสริมในการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากกว่าแต่ละอย่างรวมกัน
  3. เบต้ากลูแคนป้องกันอันตรายจากรังสีบำบัดมะเร็ง  โดยจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนจากรังสีและยังเสริมภูมิต้านทานอีกด้วยซึ่งเรียกว่าเกิดผลประโยชน์ข้างเคียง



    โรคเบาหวาน

    โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง "ฮอร์โมนอินซูลิน" (Insulin) ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะ หวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" นั่นเอง

    โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยโดยไม่มีข้อยกเว้น คนส่วนมากจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานจะเกิดกับคนสูงอายุ คนที่มีพ่อแม่ป่วยเป็นเบาหวาน(กรรมพันธุ์) หรือคนอ้วนเท่านั้น นั่นคือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าใครก็ตามหากไม่รู้จักดูแลสุขภาพให้ดีโดยเฉพาะคนที่ชอบกินตามใจปาก ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ลักษณะของพฤติกรรมการกินในลักษณะนี้จะมีส่วนทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เสมอ


     ปีพ.ศ.2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย “เบาหวาน” เป็นโรคที่เป็นกันมากขึ้นทุกปีจนมีการกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้มีการรณณรงค์ป้องกันให้เป็นที่แพร่หลายขึ้น

    ประเภทของ เบาหวาน

    โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
    1. ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน
    2. ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
    3. เบาหวานอื่นๆ เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อ โรคของตับอ่อนเป็นต้น
    4. เบาหวานที่เกิดกับคนตั้งครรภ์

    เบต้ากลูแคนกับโรคเบาหวาน

    เบต้ากลูแคนมีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานในเรื่องการฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนสามารถกลับมาผลิตอินซูลินได้หรือได้มากกว่าเก่า นอกจากนี้เบต้ากลูแคนยังช่วยลดความหนืดของไยอาหารทำให้การดูดซึมอาหารในเลือดช้าลง

     


    ข้ออักเสบ

     

    ข้ออักเสบ หมายถึง อาการปวดบวม และมีการอักเสบที่บริเวณข้อต่อกระดูก ทำให้มีอาการข้อติด เคลื่อนไหวยาก เจ็บ เป็นต้น โรคข้ออักเสบมีมากกว่า 100 ชนิด ชนิดที่พบมากที่สุด คือ ข้ออักเสบจากกระดูกเสื่อม (Osteo Arthritis)  ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
    กระดูกอ่อนรอบๆ ข้อเสื่อมสภาพทำให้เกิดการทำลายกระดูกของข้อ มักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี ที่พบน้อยเช่น เกาต์ เกาต์เทียม สะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น

     

    เบต้ากลูแคนกับโรคข้ออักเสบ


    1.เบต้ากลูแคนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจ ทำให้แมคโครฟาจสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเชื้อโรคในข้อได้ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบควรควบคุมน้ำหนัก และพิจารณาเรื่องอาหารที่รับประทานรวมถึงการออกกำลังกาย อีกด้วย
    2.เบต้ากลูแคนจะช่วยสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ เพื่อป้องกันการกระแทกและการเสียดสีที่มากไปของข้อกระดูก

     


    โรคกรดไหลย้อน

     

    โรคกรดไหลย้อน  หมายถึง ภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด (ประกอบด้วย กรดเกลือ หรือกรดไฮโดรคลอลิก) ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาน 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

     

    เบต้ากลูแคนกับโรคกรดไหลย้อน

    เบต้ากลูแคนสามารถช่วยลดภาวะกรดไหลย้อน โดยเบต้ากลูแคนจะไปจับกรดเกลือในกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาที่บริเวณหลอดอาหาร และมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อ H. pylori ที่สามารถเจริญและทนสภาวะกรดในกระเพาะอาหารอันเป็นสาเหตุของการติดเชื้อนำไปสู่โรคกระเพาะอาหารอักเสบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร



    ผิวหนังและโครงสร้าง

    ผิวหนังจัดว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดใน ร่างกาย และจะห่อหุ้มร่างกายเราไว้ทั้งหมด ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ใต้ลงไป จากความร้อน แสง การติดเชื้อ และสภาพแวดล้อมทั้งหลาย นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่

    * ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
    * เป็นที่กักเก็บน้ำและไขมัน
    * มีปลายประสาทรับรู้ความรู้สึก
    * ป้องกันการสูญเสียน้ำ
    ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

    ผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย จะมีความแตกต่างกันไปทั้งสี ความหยาบละเอียด และความหนา ยกตัวอย่าง ที่ศรีษะจะมีรากผมอยู่มากกว่าที่อื่น ในขณะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าไม่มีเลย แต่จะมีความหนาของชั้นผิวที่มากกว่า เป็นต้น

    ผิวหนัง แบ่งได้เป็น 3 ชั้น


     1.หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นของ ผิวหนัง ที่ปกคลุมอยู่บนสุด จะประกอบไปด้วย เชลล์ ที่มีการเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆและเกิดใหม่ โดยที่ เซลล์ ใหม่จะถูกสร้างจากชึ้นล่างสุดติดกับ หนังแท้และเจริญเติบโตขึ้นแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาทดแทนเซลล์ ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วก็กลายเป็น  ขี้ไคล (keratin) หลุดลอกออกไป นอกจากนี้ใน ชั้นหนังกำพร้า ยังมี เซลล์ เรียกว่า 
    เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานิน มีมากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่างกันไป ในชั้นของ หนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และ ไขมัน เท่านั้น

    2.หนังแท้ (dermis)  เป็น ผิวหนัง ที่อยู่ชั้นล่างถัดจาก หนังกำพร้า แต่หนากว่า หนังกำพร้า มากจะประกอบด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อ คอลลาเจน (collagen)  และ เนื้อเยื่อ อีลาสติค(elastic) คอลลาเจน(Collagen) ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ ผิวหนัง และช่วยในการซ่อมแซม ผิวหนัง ที่บาดเจ็บ ซึ่งถ้าสร้างในปริมาณมากก็เกิดเป็น แผลเป็น นั่นเองส่วน อีลาสติน (Elastin) สร้างความยืดหยุ่นให้กับ ผิวหนัง และใน ชั้นหนังแท้ นี้ยังเป็นที่อยู่ของ หลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป

    3.ชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) หรือ ชั้นไขมัน (Subcutaneous)  ประกอบด้วย เซลล์ ไขมัน เป็นหลัก ความหนาขึ้นกับปริมาณ ไขมัน ของแต่ละบุคคล ชั้นนี้ทําหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย คล้ายฉนวนกันความร้อนช่วยลดแรงกระทบกระแทกจากภายนอก และชั้น ไขมัน ที่มีมากโดยเฉพาะบริเวณสะโพก เอว ต้นขา ที่เรียกว่า cellulite คือ ไขมัน ที่มี เนื้อเยื่อ คล้ายพังผืดแทรกอยู่ทําให้เกิดการดึงรั้ง ผิวหนัง เห็นเป็นลอนๆจากภายนอกการเกิด cellulite ไม่ขึ้นกับ ปริมาณของ ไขมัน ในร่างกายคนผอมก็มี cellulite   

           เมื่ออายุมากขึ้นๆ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับผิวหนัง ทั้งในส่วนของ หนังกำพร้า และหนังแท้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น มีทั้งที่เป็นปัจจัยภายใน ซึ่งถูกกำหนดมาจากพันธุกรรม และที่เป็นปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด ลม ความร้อน ลักษณะการใช้ชีวิต สุขภาพ ความเครียด มลภาวะ ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พอจะจำแนกได้ดังนี้

    1. หน้ารอยที่เป็นสีน้ำตาล (Dyschromia) เช่น รอยดำคล้ำเกรียม, กระ, ฝ้า
    2. หน้ารอยที่เป็นสีแดง (Vascularity) เช่น เส้นเลือดฝอย, หน้าแดง
    3. หน้าพื้นผิว (Texture) ที่ขรุขระไม่เรียบ และดูหยาบเช่น ติ่งเนื้อ, กระเนื้อ, ต่อมไขมันที่มีขนาดใหญ่ขึ้น, รูขุมขนใหญ่
    4. หน้าริ้วรอยเหี่ยวย่น (Wrinkle) ทั้งแบบที่ละเอียด (Fine wrinkle) และหยาบ (Coarse wrinkle) ทั้งแบบที่อยู่ตลอดเวลา (Static wrinkle) และแบบที่เห็นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า (Dynamic wrinkle) 
    5. ความหย่อน ไม่กระชับ (Skin laxity)

    การทำงานของเบต้ากลูแคนในผิวหนัง

    1.เบต้ากลูแคนจะกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว ชื่อ Langerhans Cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันสำหรับผิวหนัง ให้ออกมาเก็บกินสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งป้องกันการติดเชื้อ โดยจะผลิตสารคัดหลั่งที่มีประโยชนืต่อผิวหนัง เช่น ชะลอความแก่ เป็นต้น

    2.เบต้ากลูแคนจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเนื้อเยื่อตื่นตัวและผลิตสารสำคัญ 3 ชนิด 
    ที่เป็นประโยชน์กับผิวสวย คือ

    2.1 คอลลาเจน      :ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ลดรอยแผลเป็น
    2.2 อีลาสติน         :ลดริ้วรอยและร่องลึกบนผิวหนัง
    2.3 กรดไฮยาลูโรนิก :ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ลดการอักเสบ

    เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงเหนือกว่าวิตามินอีและวิตตามินซี ดังนั้นการใช้

    เบต้ากลูแคนควบคู่กับวิตามินซีจะทำให้เกิดผลดีกว่าการใช้เพียงลำพัง

 
 
Make a Free Website with Yola.